วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Social Network/Social Media


งานชิ้นที่ 5

1. Social Network/Social Media คืออะไร ?


Social Network คืออะไร

Social Network คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน ผ่านInternet ซึ่งเป็นเว็บไซต์ช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา เพื่อแนะนำตัวเองได้ โดยเลือกได้ว่าต้องการรู้จักกับใคร หรือเป็นเพื่อนกับใคร ก็ได้ ตัวอย่าง Social Network เช่น Hi5, Facebook, MySpace.com, twitter เป็นต้น



Social Network หรือ เครือข่ายสังคม (ชุมชนออนไลน์) เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมลล์ วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก

ตัวอย่าง facebook ใช้งานบน website และ ในรูปแบบโปรแกรม ของมือถือ ทั้ง ระบบ android, iOS และ Windowsphone


1.1 facebook ใช้งานบน website




1.2 ระบบ android


1.3 ระบบ IOS



1.4 ระบบ Windows phone




2.Facebook กับการตลาดออนไลน์

คนไทยใช้ Facebook สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีผู้ใช้เกินกว่า 1 ล้านคนแล้ว เมื่อรวมยอดผู้ใช้ทั่วโลกแล้วก็มีมากกว่า 300 ล้านคน

Facebook เริ่มต้นจากการเป็นเครื่องมือที่ใช้แชร์เรื่องราวและรูปภายในกลุ่มเพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและศิษย์เก่าเข้าด้วยกัน และจนตอนนี้กลายเป็น Social Media ที่มีผู้ใช้จำนวนมากและกลายเป็นระบบที่มี Application หลากหลายและเปิดการเชื่อมต่อไปยัง Social Media ตัวอื่นๆ อีก การใช้เครื่องมืออย่าง Facebook ถือได้ว่าเป็นการตลาดเชิงรุก เนื่องจากเรานำเรื่องราวของเราไปไว้ในกลุ่มคนที่มีการแชร์เรื่องราวต่อกัน ทำให้กลุ่มคนที่สนใจต่อสินค้าและบริการของเรานั้นสามารถเข้ามาเยี่ยมชม Fan Page ของเรา ให้คำติชม หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราต่างๆได้ ซึ่งเปรียบได้กับการยกสินค้าและบริการของเราจากที่เคยอยู่ในสถานที่ที่หนึ่ง ไปไว้ในชุมชนขนาดใหญ่ ให้ผู้คนที่แวะ เวียนผ่านไปมาได้เห็น ได้บอกเล่าต่อกันและติชมได้
Facebook กลายเป็น Social Media ที่นอกจากจะมีเครื่องมือต่างๆ หลากหลายให้สามารถเข้าไปใช้งานตามความต้องการได้ ยังมีเครื่องมือแสดงค่าสถิติที่สามารถเอามาวิเคราะห์ถึงความคิดของคนที่มาเยี่ยมชมสินค้าและบริการของเราได้ ทั้งยังสามารถสร้าง Badge หรือป้ายไปติดตามที่เว็บไซต์เพื่อส่งต่อเรื่องราวและผลิตภัณฑ์เราผ่านผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บได้อีกด้วย หน้าใน Facebook หลักๆนั้นจะมีอยู่ 3 แบบได้แก่หน้า Profile หน้า Fan Page และหน้า Group ซึ่งมีหน้าที่จุดประสงค์และการใช้งานที่แตกต่างกันดังนี้


หน้า profile นั้น เป็นหน้าทั่วไปของผู้ใช้่ Facebook ซึ่งจะมีเมนูให้เอาไว้ใส่ลิงก์ เขียนคำติชม คอมเมนท์ อัพโหลดรูปภาพ ข้อมูลส่วนบุคคล ความเห็นต่อสังคม และแสดงหน้า Application ที่ใช้หรืออื่นๆ เรียกได้ว่าหน้านี้แทนหน้า Blog ย่อมๆ ซึ่งเราสามารถเข้าไปแก้ไข url ให้เป็นชื่อตามที่เราต้องการได้ที่นี่
หน้า Fan Page เป็นหน้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง ซึ่งหน้านี้สามารถสร้างได้จากหน้า Profile โดยเข้าไปที่หน้า create page เมื่อสร้างเสร็จก็ทำการส่งต่อให้เพื่อนๆ หรือคนในเครือข่ายเราให้มารู้จัก อาจจะเริ่มจากคนสนิทก่อน ซึ่งนั่นก็คือการใช้เครือข่ายของเพื่อนเราเองในการโฆษณาให้คนเข้ามาเป็นแฟนคลับ เป็นสมาชิกเกี่ยวกับธุรกิจและบริการของเรา ซึ่งหน้า Fan Page นี้ทาง Facebook ก็ให้เราสามารถใส่ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร สินค้าและบริการเอาไว้ได้ และสามารถใช้หน้านี้ทำการประกาศข่าวต่างๆ กิจกรรมหรือโครงการให้ร่วมสนุก รวมถึงสามารถใส่วิดีโอต่างๆ หรือดึงข่าวจาก Blog มาไว้ที่หน้านี้
นอกจากนี้คุณยังสามารถทำออกมาเป็นป้าย (Badge) เพื่อให้สามารถนำไปติดตามเว็บไซต์หรือ Blog ให้คนเข้ามาร่วมเป็นแฟนโดยไม่ต้องเข้ามาใน Facebook ซึ่งในหน้า Fan Page ก็สามารถเปลี่ยนชื่อ url ได้เช่นกัน โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องมีแฟนคลับเป็นสมาชิกเกิน 50 คนขึ้นไป สามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ที่นี่

หน้า Group สามารถเข้าไปสร้างได้ที่หน้า group แตกต่างจากหน้า Fan Page เล็กน้อย เนื่องจาก Group เป็นกลุ่มที่รวมกลุ่มคนที่มีความสนใจในด้านเดียวกันเอาไว้ ซึ่งความแตกต่างจาก Fan Page ก็คือคนที่ทำหน้าที่ดูแลกลุ่มนั้นจะมีสิทธิอนุญาตให้คนที่สนใจเข้ากลุ่มหรือไม่ก็ได้ หรือจะซ่อนหน้ากลุ่มนี้เอาไว้เป็นส่วนตัวก็ได้ ซึ่งแตกต่างจาก Fan Page ที่ทุกคนสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้และไม่สามารถซ่อนเอาไว้ได้

นอกจากนี้ Facebook ยังเปิดให้สามารถสร้าง Application ขึ้นไปเพื่อทำการโปรโมทหรือจะทำโฆษณา เพื่อให้ปรากฎอยู่ Facebook ก็ได้ อีกทั้งยังสามารถสร้างหน้ากิจกรรมเอาไว้เพื่อโปรโมทกิจกรรมต่างๆ แล้วชวนคนที่สนใจมาร่วมกิจกรรมกันได้ ในต่างประเทศนั้นหลายๆ ธุรกิจประสบความสำเร็จกับการทำการตลาดบน Facebook อย่างมาก เช่น ร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks ก็สร้าง Application ให้คนใน Facebook ร่วมคิดค้นกาแฟและส่งต่อๆ กันเป็นของขวัญให้แก่กัน หรืออย่าง Burger Kings ก็มีกิจกรรมที่ประหลาดโดยการให้คนนั้นยกเลิกการเป็นเพื่อนกับคนใน Facebook เพื่อมาแลกเป็นคูปองได้เบอร์เกอร์ฟรี

สำหรับประเทศไทยมีหลายองค์กรหรือธุรกิจที่เข้าไปจับจองพื้นที่บน Facebook กันอย่างมากในปัจจุบัน และสร้างกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลายอย่างเช่นตัวอย่างเช่น GTH ค่ายหนังที่เข้ามาสู่ Social Media เต็มตัว ซึ่งใน Facebook ของ GTH นั้นจะมีทั้งหน้า Profile และ Fan Page ซึ่งในส่วนของ Fan Page ก็มีคนเข้ามาเป็นแฟนมากกว่า 20,000 คน และมีกิจกรรมอันหลากหลายให้ทุกคนได้ร่วมสนุกผ่านหน้า Fan Page ทำให้เกิดการประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือภาพยนตร์แบบปากต่อปากให้คนชักชวนเพื่อนมาร่วมสนุกกันได้

จะเห็นได้ว่า Facebook กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในยุคนี้ ในการทำการตลาดออนไลน์ และสร้างกระแสแบบปากต่อปากให้มายิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน Facebook สามารถเอาไปผูกกับ Social media อื่นๆ อย่างเช่น Twitter ได้แล้ว ทำให้สามารถรับและส่งข้อความจาก Twitter ไปสู่ Facebook ได้ และกฏเดิมในการใช้ Facebook นั้นคือผู้ใช้ต้องทำตัวเป็นเพื่อนมากกว่ามายัดเยียดขายสินค้า ซึ่งนั่นคือต้องทำการให้ก่อนที่จะรับ และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงบริการและสินค้าของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

2.1 ความเป็นมาของ Facebook

Facebook เริ่มมายังไง?
หลายๆคนในคณะใช้ Facebook กัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเพื่อนฝูง เล่นเกมส์ หรืออะไรอีกหลายอย่าง แต่มี ใครรู้บ้างว่า Facebook เกิดมาได้ยังไง เรื่องราวของ Facebook เริ่มจากนักศึกษา เบียร์ สัตว์ต่างๆ การ Hack และการโดนจับ ซึ่งดูจากการเริ่มต้นของ Facebook แล้วก็ Amazing มากๆว่า มาไกลถึงขนาดนี้ (ผู้ใช้งาน 400 ล้านคน) ในเวลาแค่ 6 ปี

Mark Zuckerberg
Facebook ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg พร้อมกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่ Harvard คือ Dustin Moskovitz, Eduardo Saverin, and Chris Hughes ความคิดที่จะทำ Facebook มาจาก เมื่อตอน Mark เรียนมัธยมอยู่ ซึ่ง ตอนนั้นที่โรงเรียนมีการถ่ายรูปนักเรียนและอาจารย์เก็บเอาไว้ เรียกว่า "facebook" (หรือหนังสือหน้า นั่นเอง)



Facemash
แต่ก่อนที่จะเป็น Facebook ในปัจจุบัน Mark สร้าง Facemash ขึ้นมาก่อน Facemash เกิดเมื่อปี 2003 ตอนนั้น Mark เรียนอยู่ปี 2 ที่ Harvard ในเวลานั้นเค้าเพิ่งถูกแฟนทิ้ง Mark ก็เลยกินเหล้า กินเบียร์ เมาแหลก และก็เริ่ม เขียน Blog เพื่อให้ลืมสาวคนนั้น ขณะเดียวกัน Mark ก็เริ่มสร้าง "facebook" สำหรับหอพักของเค้า Mark บอกว่า รูปที่ถ่ายบางรูป น่าเกลียดมากจนเอาไปเปรียบเทียบกับพวกสัตว์ต่างๆได้เลย ฮะฮะ นี่คือจุดเริ่มต้นของ Facemash
Facemash กลายเป็น เวปที่นำรูปของนักศึกษามาจากหอพักทั้งหมดเก้าหอพักมาเก็บไว้ ... Mark เขียนโปรแกรม ให้สุ่มรูปขึ้นมาคู่กันสองรูปแล้วให้คนโหวตว่า ใครหล่อหรือสวยกว่ากัน แต่ว่า Mark เอารูปทั้งหมดมาจากไหน เพราะเค้าไม่น่าจะเดินไปขอรูปมาจากนักศึกษาทั้งหมดแน่ๆ คำตอบก็คือ เค้า Hack เข้าคอมพิวเตอร์ของ Harvard แล้วก็ ก็อปรูปมาซะ ... สุดยอด แฮะ ...Facemash เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มีคนเข้ามา 450 คน และมีคนดูรูปไปทั้งหมด 22,000 รูป แต่...ไม่มีอะไรโรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะ ... ไม่กี่วันต่อมา Harvard ปิดเวป Facemash แล้วก็แจ้งจับ Mark ข้อ หาละเมิดความเป็นส่วนตัว (Invasion of Privacy) และ Hack เข้าระบบคอมพิวเตอร์ ... Mark เกือบถูกไล่ออก แต่ ตอนหลังก็ถูกถอนข้อหานี้ไป
Thefacebook
เทอมต่อมา ปี 2004 Mark เริ่มสร้างเวปใหม่ขึ้นมา เรียกว่า Thefacebook เค้าได้รับแรงบันดาลใจจากบทความใน หนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับ กรณีของ Facemash บทความนั้นกล่าวว่า จริงๆแล้วเวปส่วนกลางลักษณะนี้น่าจะมีประโยชน์มากมาย
Thefacebook เริ่มใช้งานได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004 Mark บอกว่า หลายๆคนพูดถึงการมี facebook (จุดรวมรูปของนักศึกษาและอาจารย์) ของ Harvard ... Mark พูดต่ออีกว่า มันเป็นอะไรที่ตลกมาก เพราะมหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะทำเจ้าตัวนี้ขึ้นมา และตัวเค้าทำได้ดีกว่า แล้วก็ทำได้ในอาทิตย์เดียว
ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง Thefacebook มีคนลงทะเบียน 1,500 คน และ ภายในหนึ่งเดือน ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาปริญญาตรีทั้งหมดลงทะเบียนกับเค้า
เดือนมีนาคมปีเดียวกัน Mark และกลุ่มเพื่อนๆ ก็ได้ขยาย Thefacebook ออกไปยัง มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ (Ivy League) จากนั้น ก็ขยายไปทั่วอเมริกา และทั่วโลก
ในปี 2005 คำว่า The ก็ถูกถอนออกจาก ชื่อ Thefacebook ... Mark และเพื่อนได้จดทะเบียนชื่อโดเมน facebook.com ในราคา $200,000 ... แล้วก็มี Facebook ในวันนี้

สรุป
เรื่องราวความสำเร็จของ Facebook นั้น เป็นอะไรที่น่าติดตาม ถึงแม้ว่าอายุยังน้อยอยู่ แต่ Facebook ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และก็ประสบความสำเร็จ ... น่าสนใจมากที่จะคอยจับตาดูว่า Facebook จะเป็นอย่างไรในอนาคต

ที่มา: http://www.makeuseof.com/tag/facebook-originate-case-wondering/#more-38983แปลโดย: เฟิร์ส (ผู้แปลไม่มี Facebook Account นะครับ)
2.2 การสมัคร Facebookวิธีสมัคร facebook สอน วิธีสมัครเฟสบุ๊ค แบบพื้นฐาน



ส่วนประกอบของ Facebook
หลังจากที่เราได้เข้าสู่ระบบแล้ว จะพบกับระบบของ Facebook โดยจะมีส่วนประกอบ
ของหน้าจอที่แสดงถึงการใช้งานและเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆให้กับผู้เล้นและในขณะนี้เป็นหน้าที่เป็นปัจจุ
บันมากที่แล้วเพราะว่ามีการเปลี่ยนไปตามรูปแบบที่เขาได้ปรับปรุง ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างในตำ
แหน่งแต่การใช้งานยังคงเหมือนเดิม

ส่วนประกอบของ Facebook


1. เป็นโลโก้ และมีช่องสำหรับค้นหาใช้ค้นหาได้ทั้งหมดที่เกี่ยวกับ Facebook ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้เล่น ชื่อเพจ
ใช้อีเมล์ในการค้ารวมถึงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูล ซึ่งมีข่าวว่ากำลังพัฒนาระบบให้ตอบสนองความต้องการ
ในการค้นหาที่มากขึ้นด้วย
2.เป็นชือของเราและรูปโปรไฟลืขนาดเล็ก หากเราคลิกก็จะมาอยู่ที่หน้าของเรา และมีคำว่าหน้าแรก
ซึ่งหาดมีระบบข่าวหรือว่าฟีตมาใหม่ๆ
3. เป็นเมนูที่ใช้งานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเพจ กาตั้งค่า ออกจากระบบเป็นต้น
4. ต่อจากนั้นจะเป็นรูปคนหากมีคนกำลังขอให้เราเป็นเพื่อน แสดงข้อความที่ส่งถึงเรา
และแสดงการแจ้งเตื่อนต่างๆที่เกี่ยวกับเรา
5. จะแสดงชื่อของเราแล้วการเข้าจัดการโปรโฟล์ต่างๆ พร้อมรูปของเราที่ได้ตั้งค่าไว้
6. แสดงข่าวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรา รวมถึงกิจกรรมที่เพื่อนได้เชิญชวนต่างๆ
7. แสดงหน้าเพจที่เราสามารถเข้าไปใช้งานได้ หรือว่าเข้าไปจัดการใช้งานได้
8. แสดงรายชื่อกลุ่มต่างๆที่เราได้เข้าร่วมอยู่ สามารถที่จะเข้าไปโพสต่างๆได้
9. รายชื่อแอฟต่างไที่เราได้ใช้งานอย่างเช่นเกม หรือว่าอื่นๆ
10. ช่องสำหรับโพสข้อความต่าง ทั้งการโพสรูปภาพและลิงค์อื่นๆ
11. แสดงหน้าข่าวหรือว่าฟีคต่างๆที่ เพื่อนหรือว่าทางเพจที่เราได้กดไลท์ไว้
12. แสดงโฆษณาที่ได้ใช้งานกับทาง Facebook ไว้ ต้องนี้หากคนที่จะจำหน่ายสินค้าแล้วโฆษณาจะแสดงตรงนี้นั้นเอง
นอกจากนั้นยังมีส่วนด้าวข้างที่จะแสดงรายชื่อเพื่อนของเราไว้เพื่อสนทนาต่างๆ และจะแสดงสถาณะนั้นๆด้วย

2.3 ส่วนประกอบของ Facebook

5 สเตปเทพ โปรโมต Facebook Fan Page "ทําการตลาดบน facebook" ให้ดังกระจาย

ถ้าพูดถึง Social Media อย่าง Facebook แล้วอาวุธลับสำหรับ "ทําการตลาดบน facebook"

ของเหล่า E-Marketing Campaign ทั้งหลายคือการสร้างหน้า Fan Page และสำหรับบางคนหรือผู้เริ่มต้น"ทําการตลาดบน facebook"บางคนต้องมีคำถามในใจว่า "แล้วจะเริ่มโปรโมต Fan Page ใน "ทําการตลาดบน facebook" ให้มันดังยังไงดี?"

บทความนี้สามารถช่วยคุณได้บ้างสำหรับ 5 สเตปเทพแบบพื้นฐาน ที่ผู้เริ่มต้น "ทําการตลาดบน facebook"ควรรู้ไว้!



5 Ways to Promote Your Facebook Fan Page


ทำไมต้องทำ Fan Page"ทําการตลาดบน facebook"?


ก็เพราะทำไมน่ะเหรอ!


ก็ทุกธุรกิจในปัจจุบันนั้นใช้ช่องทางนี้ในการ"ทําการตลาดบน facebook"ตักตวงสมาชิกหรือฐานลูกค้าใน Social Networkบน FaceBook หมดแล้วผ่านการสร้าง Fan Page ซึ่งเป็น Tool "ทําการตลาดบน facebook"ที่ฉลาดผสานกับแนวคิดไอเดียการสร้างกลุ่มผู้ใช้งานผู้สนใจ "ทําการตลาดบน facebook" หรือผู้บริโภคและ การ "ทําการตลาดบน facebook" นี้เองสามารถเข้าถึงได้อย่างผู้ใช้บริการได้ง่ายไม่แปลกใจเลย


ที่ Alexa ได้จัดอันดับ Facebook เป็นเว็บที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองของโลกรองจาก Google

และไม่นานก็อาจจะแซงหน้า Google ก็เป็นได้














FanPage หลากหลายที่ฉันสร้าง



นั่นหมายความว่า หน้า Fan Page "ทําการตลาดบน facebook" ที่ได้สร้างขึ้นสามารถชี้วัดดัชนีการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ"ทําการตลาดบน facebook"หลากหลายได้อย่าง รวดเร็วและสามารถค้นหาได้ง่ายผ่าน Google หรือเครื่องมือค้นหาตัวอื่น ติดอันดับบนในผลการค้นหาได้ง่าย และ นี่เป็น 5 สเตปเทพที่ควรทำครั้งแรกในการสร้าง Fan Page ให้เป็นที่รู้จักได้รวดเร็ในการ"ทําการตลาดบน facebook"
1. ไป Invite เพื่อนๆหรือคนที่รู้จักในลิสเครือข่าย "ทําการตลาดบน facebook"ของคุณ


คุณมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่รู้จักเป็นการส่วนตัว หรือ เพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศ นั่นแหละคือเป้าหมายแรกที่จะเป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือและขยาย Fan Page ของคุณ


คุณ สามารถ Invite หรือเชิญบุคคลเหล่านี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม"ทําการตลาดบน facebook" (Administrator) ของ Fan Page ที่จะ "ทําการตลาดบน facebook" ของคุณหรือไม่ก็เป็นกลุ่มแรกๆที่เป็นหัวหลักหัวโตในการสร้าง Fan Page และขยายเครือข่าย เป็นการสร้างฐานสมาชิกแรกเริ่ม



ถ้ายิ่งเริ่มต้นในปริมาณที่มากการกระจายของ เส้นสายสมาชิกก็ยิ่งจะได้ผลในวงกว้าง เพียงแค่คุณคลิก"Suggest to Friends" หรือ "แนะนำ เพื่อน" ในหน้า "ทําการตลาดบน facebook"


โดยเริ่มพิมพ์ชื่อของสมาชิกหรือเพื่อนในส่วนของ Friend List โดยการกรอง Keywords ในการ Filter เลือกกลุ่มที่น่าจะได้ผลกับธุรกิจหรือประเภทของ Fan Page "ทําการตลาดบน facebook" ของเราดังตัวอย่างในภาพ



Invite เพื่อนๆขอคุณด้วยการ Filter

เป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เวลาระยะนึง กว่าจะเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยโผล่ขึ้นมาจากการ ในช่อง Friend หรือ Fan List แต่ไม่นานก็จะเห็นว่าเมื่อกลุ่มที่สนใจได้รับคำเชิญ หรือ Invited ไปก็จะเข้ามา Be come a Fan ในไม่ช้า
2. ค้นหาคนที่จะ Join Page โดยใช้ Facebook Search "ทําการตลาดบน facebook"

Feature ของ Facebook อย่างเจ้า Facebook Search (มองไปที่แถบ ค้นหา search ข้างบน Facebook) ไม่ง่ายและไม่ยากในการที่จะค้นหากลุ่มคนที่จะมาร่วม "ทําการตลาดบน facebook" join Fan Page กับเรา เลือกเมนู"Posts by Everyone," กับ Keyword ของคุณ


คุณจะพบ Wall หรือ บทสนทนาของบุคคลนั้นอาจจะอยู่ในลิสรายชื่อเครือข่าย"ทําการตลาดบน facebook" ของคุณหรืออาจจะไม่อยู่ ไม่รู้จักกันเลย แต่คุณจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับ Keyword นั้นๆปรากกฏขึ้นมาและก็ไม่ยากนักถ้าคุณจะเข้าไปแอบดูบทสนทนานั้นแล้วก็ Add Friends หรือ suggest to a fan "ทําการตลาดบน facebook" อย่างง่ายดาย ส่วนกลุ่มเพื่อนในเครือข่ายของคุณก็สามารถหาข้อมูล "ทําการตลาดบน facebook"ได้เช่นกันโดยการเลือก


เมนู "Posts by Friends"

ใช้ Facebook Search "ทําการตลาดบน facebook"โดยเลือก Posts by Everyone,


3. ทำ Ads บน Facebook ทําการตลาดบน facebookเพื่อดึงดูดคนเข้ามา Fan Page (Social Ads)

Social Ads หรือ Advert บนข้างแถบด้านซ้ายมือเว็บไซต์ Facebook เป็นอีกวิธีที่ได้ผลเพราะเป็นการหว่านแหผู้สนใจในการนำเสนอการ "ทําการตลาดบน facebook" หรือกลุ่มของคุณ และไม่ต้องกลัวคนจะไม่คลิกที่โฆษณา หากว่า Fan Page ที่คุณโฆษณาเป็นที่ต้องการของพวกเขาแล้วพวกเขาจะไม่รีรอในการกดคลิกโฆษณาด้านขวามือของ Facebook เลย เพราะพวกเขาเหล่านั้นสนใจใน Fan Page "ทําการตลาดบน facebook"ของคุณ

Social Ads

กลยุทธ์"ทําการตลาดบน facebook"นี้ใช้ ต้นทุนน้อย แต่ได้ผลตอบรับอย่างมีประสิทธิภาพในการหาเป้าหมายกลุ่มผู้ใช้บริการโดยตรงในการ"ทําการตลาดบน facebook" พอๆกับการ Filter ด้วย Keyword จะต่างกันก็เพียงคนเหล่านี้สนใจที่จะเข้ามาเอง


Advert Manager Campaign

เพียงคุณคลิก "Promote With an Ad" หรือ "ส่งเสริม กับ โฆษณา" ในหน้า Fan Page ของคุณคุณก็จะสามารถเริ่ม"ทําการตลาดบน facebook"ระบบแคมเปญโฆษณา สามารถกำหนดวงเงินการใช้จ่ายรายวัน $10-$20 เหรียญหรือจำนวนเงินที่เหมาะสมกว่านั้นกับแคมเปญ"ทําการตลาดบน facebook"ของคุณโดยเจาะจงด้วย Keyword

เป็นไปได้สูงที่จะเล่นแคมเปญโฆษณาบน Facebookมากกว่า 2-3 วันอาจจะเล่นซัก 4-5 วันด้วยงบประมาณ ไม่เกิน $25 ต่อวันแล้วหยุดเล่นแคมเปญ

"ทําการตลาดบน facebook"ชั่วคราว ก็เพื่อดู ฟีดแบ็ค ซักสองสัปดาห์หากว่ายังไม่เป้นที่น่าพอใจก็ลองเล่น"ทําการตลาดบน facebook"ใหม่อีกครั้งเพื่อสังเกต การเปลี่ยนแปลง

หมายเหตุ: เนื่องด้วยเป็นสเตป"ทําการตลาดบน facebook"ที่ต้องเสียเงินผู้ลงทุนควรศึกษาเร็ทการลงโฆษณาและวางแผนระยะเวลาในการเล่นแคมเปญต่างๆให้ดี!ในการ"ทําการตลาดบน facebook"
4. ช่วยโปรโมต Facebook Fan Page ด้วย Twitter App

ตัวช่วย"ทําการตลาดบน facebook" Fan Page Facebook ของคุณอีกตัวคือ Twitter เป็น เครื่องมือช่วยเหลือที่ดีมาก ที่สำคัญรวดเร็วอัพเดททันใจทางเลือกที่ดีที่สุดคือไปติดตั้ง Twitter App for Facebook เมื่อคุณอัพเดทสถานะบน Wall ไม่ว่าจะเป็น link, photo, video ในหน้า Facebook ก็จะมีการอัพเดทไปที่ Twitter เช่นกันซึ่งหากว่าคุณมี Twitter account ที่มีคน Follow คุณเยอะแยะมากมายแล้วความเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้สนใจจะวิ่งเข้ามาที่ Fan Page ก็จะเยอะขึ้นเช่นกันเป็นการเพิ่มสมาชิกจากอีกแหล่งข้อมูลอื่นที่นอกเหนือ Facebook และ Google
5. Facebook Fan Box Widget

Facebook Fan ox Widget เป็นรูปแบบ"ทําการตลาดบน facebook"ที่ดีที่จะเพิ่มช่องทางการกระจาย Fan Page"ทําการตลาดบน facebook"ให้เป็นที่รู้จัก ผ่าน Blog หรือ Website ของคุณหรือเพื่อนของคุณ เจ้า Widget ตัวนี้จะแสดงฐานสมาชิกของ Fan Page คุณและช่วยให้ผู้อื่นที่รู้จักสมาชิกใน Widget นี้สามารถเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักที่เป็นแฟนของ Fan Page เราอยู่นั้นมาเป็นแฟนด้วยทันที ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อวิธี"ทําการตลาดบน facebook"นี้ได้ผลจริงนะ



หมดแล้วค่ะเคล็ดลับ 5 สเตปเทพ สำหรับ Facebook Fan Page หรือ"ทําการตลาดบน facebook"ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นวิธีที่เริ่มต้นการต่อยอด"ทําการตลาดบน facebook"

แนวคิดของการนำเสนอ Fan Page เพื่อสร้างกลุ่มสมาชิกของบริการของคุณการนำไปใช้"ทําการตลาดบน facebook" ไม่ใช่ว่าจะได้ผล 100% เลยทีเดียวเพราะ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เทคนิคในการนำเสนอแต่เป็น Page และเนื้อหาของกลุ่มที่คุณนำเสนอ"ทําการตลาดบน facebook"ต่างหาก

2.5 การสร้างหน้า Facebook FanPage

สำหรับ ใครที่อยาก สร้าง Facebook Face Page เป็นของตัวเอง เพื่อ โปรโมทสินค้า หรือโปรโมท

บริษัท แต่ยังไม่รู้
วิธีการสร้าง Fanpage บน Facebook ว่าสร้างยังไง มาลองทำตามวิธีข้างล่างดูกันเลยค่ะ

เริ่มจาก เข้าไปที่หน้า Create Page ที่นี่ –> http://www.facebook.com/pages/create.php

หน้าตาจะเป็นแบบนี้นะคะ



ทาง Facebook จะมีหมวดใหญ่ให้เลือกสร้างได้ถึง 6 หมวดด้วยกัน ดังนี้

1. Local Business or Place of interest – ร้านค้า ธุรกิจ หรือ สถานที่สำคัญๆ


2. Company, Organization or Institution – บริษัท, องค์กร หรือ สถาบันต่างๆ


3. Brand or Product – แบรนด์สินค้า หรือ ชนิดของสินค้า


4. Artist, Band or Public Figure – ศิลปิน ดารา วงดนตรี และตัวบุคคล


5. Entertainment – ปรเภทความบันเทิง


6. Cause of Topic – เรื่องที่น่าสนใจ เช่น เหตุการณ์ใหญ่ อย่าง คนไทยรักชาติ, ต่อต้านยาเสฟติด

ประมาณนี้


สมมติว่า เราจะเลือกสร้าง หมวดที่ 3 คือ Brand or Product เราก็คลิ๊กเลย ก็หน้าตาจะเป็นแบบนี้

ให้เราเลือก หมวดย่อยๆ อีกที




ช่องข้างล่าง ให้ใส่ ชื่อ brands หรือชื่อสินค้า ของเราเข้าไป

เลือกเสร็จ ติ๊ก ถูก ที่ I agree to the Facebook Pages Terms แล้ว คลิ๊กปุ่ม Get Started เลย

2.6 ขั้นตอนการโปรโมทกิจกรรมผ่าน Facebook Fan Page

การโปรโมทโพสต์เป็นวิธีง่ายๆ ในการเข้าถึงผู้คนที่ถูกใจหน้าเพจ และเพื่อนของผู้คนเหล่านั้น ในฟีดข่าว

ของตัวเอง บนเดสก์ทอป และมือถือได้มากขึ้น การโปรโมทโพสต์จะช่วยดันโพสต์นั้นให้ปรากฏสูงขึ้น

กว่าปกติ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มแนวโน้มที่ผู้คนจะดูข้อความในฟีดข่าวของพวกเขา รับรู้ถึงธุรกิจ ตอบรับการส่ง

เสริมการขาย
แสดงแท็บข้อมูลเชิงลึก ถูกใจ การเข้าถึง จำนวนผู้คนที่กำลังพูดถึงสิ่งนี้ ด้วยจำนวนคนที่ไม่ซ้ำกัน
แสดงตัวการวัดประสิทธิภาพ ขนาดและการมีส่วนร่วมของผู้รับชม
กราฟแสดงประสิทธิภาพ ซึ่งจะแสดงว่าแต่ละโพสต์มีอิทธิพลต่อกลุ่มคนที่พูดถึงหน้าเพจอย่างไร
แสดงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโพสต์ของหน้า การวิเคราะห์เกี่ยวกับแต่ละโพสต์บนหน้าเพจ
ขั้นตอนการสร้างการมีส่วนร่วมของ Fan page
สร้างการมีส่วนร่วมของแฟนเพจด้วยเนื้อหาที่มีคุณภาพ โดยการโพสต์ข้อมูลอัพเดตที่มีความน่าสนใจ
โปรโมทโพสต์โดยการกดปุ่มโปรโมทให้โพสต์แสดงได้บ่อยขึ้น เพิ่มโพสต์ใหม่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
กำหนดให้โพสต์ที่สำคัญที่สุดอยู่ด้านบนของเพจโดยการคลิกปักหมุด ไฮไลค์เพื่อให้โพสต์นั้นโดดเด่น
สร้างกิจกรรมถามคำถามชิงรางวัล หรือแชร์ข่าวสารพิเศษต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
โต้ตอบกับคนที่โพสต์ หรือแสดงความคิดเห็นบนเพจ
นอกจากการสร้างโพสต์แบบข้อความแล้ว ยังสามารถอัพเดตรูปภาพ วิดีโอ และลิงค์ต่างๆ ได้

2.7 ประโยชน์ของ Facebook Fan Page ต่อธุรกิจ

Fan Page ของ Faebook สามารถช่วยในการแบรนดิ้งธุรกิจของเราไปในตัว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอาจมีคนอีกมากมายกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต หรืออาจเป็นคนที่อยากร่วมงานกับเรา นักลงทุน ตลอดจนถึงสื่อที่สนใจในธุรกิจของเรา ไม่ต้องกลัวว่าการมี Fan Page จะยุ่งยากหรือจำกัดเพราะคนที่มี Facebook เท่านั้นถึงจะสามารถเข้าชม Fan Page ของเราได้ เพราะ Fan Page เปิดให้ทุกคนเข้ามาอ่านหรือดูโปรไฟล์ธุรกิจได้โดยที่ไม่ต้องเป็นสมาชิก ดังนั้นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจำนวนมากจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าหรือบริการที่เราต้องการโปรโมตได้อย่างง่ายดาย
เคล็ดลับ: อัพเดตเนื้อหาจากเว็บไซต์หลักเข้า Fan Page ผ่าน RSS เพื่อเซฟเวลา แต่ระวังอย่าให้มีเนื้อหาที่ชี้ชวนหรือโฆษณาขายจนเกินไปFacebook อนุญาตให้ใส่ลิงก์เว็บไซต์บริษัทหรือธุรกิจได้ ดังนั้นผู้ที่เข้ามาชมหน้า Fan Page ใน Facebook ซึ่งสนใจและอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือสินค้าบริการของเรามากขึ้นก็สามารถคลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทได้เลยทันที นอกจากนี้ก็อย่าลืมใส่ Facebook Widget ซึ่งจะช่วยให้คนที่เข้ามายังเว็บไซต์สามารถคลิกเข้าไปเยี่ยมชมและมากด Like เป็นแฟนในหน้า Fan Page ได้เช่นกัน เมื่อเราทำทั้ง 2 อย่างนี้แล้ว ทั้งงเว็บไซต์และ Fan Page ก็จะสามารถช่วยโปรโมตกันและกันได้

เคล็ดลับ: เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ Facebook เป็นแฟนผลิตภัณฑ์และจากแฟนเป็นลูกค้า ผ่านการโปรโมตเว็บไซต์ด้วย Fan Page และใส่ลิงก์ Fan Page ลงไปในหน้าเว็บไซต์โดยการใช้ Widgetการมีเนื้อหาเกี่ยวกับบริษัทของเีรากระจายอยู่ในหลายๆ เว็บไซต์จะช่วยทำให้การค้นหาผ่าน search engine อย่าง Google มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทำให้คนค้นเจอเว็บไซต์ของเราได้มากและเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Social Search บริการใหม่จาก Google ยังช่วยให้ผู้ค้นหาสามารถอ่านความเห็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเราได้ทันทีจากหน้าแสดงผลการค้นหา การลิงก์ Fan Page เข้ากับเว็บไซต์หลักจึงเป็นวิธีที่เปี่ยมประสิทธิภาพในการช่วยต่อยอดจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อีกทางหนึ่งFan Page ถือเป็นอีกทางเลือกในการทำให้กลุ่มลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับเว็บไซต์หลักของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์มากขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถโพสต์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และอื่นๆ ลงบนโปรไฟล์ Facebook เพื่อแชร์ให้บรรดาแฟนๆ ของสินค้าและบริการได้ชมอีกด้วย ที่สำคัญเรายังสามารถพูดคุยกับลูกค้า ถามคำถาม ความคิดเห็น ความพึงพอใจ และอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยให้เราสามารถพัฒนาหรือต่อยอดผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือบริการจากความคิดเห็นของผู้บริโภคได้อีกด้วยถ้าสมาชิกคนนั้นเป็นแฟนของ Fan Page เราใน Facebook แล้ว เราก็สามารถส่งข้อความถึงพวกเขาได้โดยตรง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะส่งให้ใครบ้าง เช่น หากคุณทำกิจกรรมในจังหวัดหนึ่ง เราก็สามารถเลือกส่งข้อความเชิญชวนให้เฉพาะแฟนที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ ให้มาร่วมกิจกรรมชิงรางวัลกับสินค้าหรือบริการของเราได้ และไม่่ใช่แค่พื้นที่เท่านั้น แต่อายุ หรือ เพศ ก็สามารถกำหนดได้เช่นกันการคุยกันหรือแสดงความเห็นเล็กๆ น้อยๆ สามารถทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าแกร่งขึ้น เพราะเป็นการโต้ตอบกันโดยที่ลูกค้าไม่ได้รู้สึกว่าถูกบีบบังคับให้ซื้อสินค้า แต่เป็นการคุยกันแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งจะทำให้ทัศนคติของลูกค้าต่อแบรนด์ดียิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นใน Facebook เลยก็ตาม แต่กว่า 90% ของผู้ใช้ Facebook คาดหวังจะเห็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตนเองใช้มี Fan Pageแม้ผู้ใช้จำนวน 25% จะไม่ชอบป่าวประกาศบอกคนอื่นๆ ว่าตนเองชอบหรือใช้ผลิตภัณฑ์อะไร แต่ผู้ใช้จำนวนที่เหลืออีกมากมายพร้อมจะแนะนำหรือแสดงความชื่นชมสินค้าหรือบริการที่ตนเองประทับใจ รวมถึงบอกต่อไปยังเพื่อนๆ หรือคนรู้จักใน Facebook อีกด้วย

ฉะนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าชั้นเยี่ยมแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับสินค้าโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าโฆษณาด้วยซ้ำ

เคล็ดลับ: การโพสต์ข่าวสารข้อมูลในหน้า Fan Page หรือข้อความต่างๆ ที่เราโต้ตอบกับผู้ใช้งาน Fan Page ก็จะปรากฏบนหน้าอัพเดตของทั้งคุณและแฟนสินค้าคนนั้นด้วย ช่วยเพิ่มโอกาสให้มีคนมาเป็นแฟน Fan Page เพิ่มมากขึ้นอีกด้วยในสังคมออนไลน์แบบ Facebook ลูกค้าและผู้บริโภคมักไม่ค่อยตั้งป้อมต่อต้านหรือแสดงอคติต่อการเข้าไปทำการตลาดของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง พวกเขามีแน้วโน้มที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการหรือประสบการณ์ทั้งที่ดีและไม่ดีต่อธุรกิจของเราหรือของคู่แข่ง ซึ่งหากเราให้ความสำคัญหรือใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้ เราก็จะได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ โดยปริยาย
เคล็ดลับ: Fan Page มาพร้อมหน้าถาม-ตอบอยู่แล้ว เราสามารถใช้ส่วนนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการสนับสนุนให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เช่น ส่วนที่อยากให้ปรับปรุงสินค้า เป็นต้นถ้าอยากรู้ว่า Fan Page ได้รับการตอบรับมากแค่ไหน Facebook ก็มีบริการ Page Insights ซึ่งเป็นเครื่องมือรายงานและวัดสถิติ เช่น มีคนเข้ามาคอมเมนต์หรือโพสต์ข้อความมากน้อยขนาดไหน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแฟนๆ ของ Fan Page ด้วยว่าอายุเท่าไร เพศอะไร ภูมิลำเนาอยู่แถวไหน ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถทำการตลาดโดยเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับ: อย่าลืมนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสารที่เหมาะสมและส่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการไดุ้ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายทางการตลาดที่ตั้งไว้ถ้ายังคิดว่า Fan Page ไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจอยู่ล่ะก็ ลองมองด้านการแข่งขันดูบ้าง อย่าลืมว่าถ้าคู่แข่งของเราทำ Fan Page ซึ่งมีจำนวนแฟนๆ มากมายและมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับกลุ่มลูกค้าจนความสัมพันธ์เหนียวแน่นจนไม่เหลือที่ว่างให้ธุรกิจของเรา แล้วแบบนี้เราจะมัวรออะไรอยู่อีก เริ่มทำ Fan Page ใน Facebook ตั้งแต่วันนี้เพื่อความได้เปรียบในตลาดและก้าวเป็นหนึ่งในสังคมออนไลน์


อ้างอิง
http://goo.gl/thIqeK

http://www.daydev.com

https://goo.gl/jt1Y6I

incquity.com › Articles › การตลาด


3. Twitter กับการตลาดออนไลน์
witter ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือน มีนาคม ค.ศ. 2006 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา พัฒนาขึ้นโดย Evan Williams และ Meg Hourihan Evan Williams



Twitter ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก จนนิตยสาร “TIME” ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. 2009 ได้นำเอา Twitter ขึ้นปก เป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ และบทบรรณาธิการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว ที่มีที่มาจากเทคโนโลยีใหม่อย่าง Twitter “บริการของ Twitter นั้น ถึงจะเป็นแค่บริการเล็กๆ แต่ตอนนี้ บริการเล็กๆ ที่ว่านี้ ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม มีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สานต่อจากการเป็นบล็อกเกอร์แค่คนๆ หนึ่งจริงๆ”



Twitter (ทวิตเตอร์) เป็น Social Network ขนาดเล็กเรียกว่า “Micro-Blog” มีคุณสมบัติคล้ายกับบล็อกทั่วไป แต่จะสามารถส่งข้อความได้เพียง 140 ตัวอักษรเท่านั้น Twitter มาจากรากศัพท์คำว่า tweet ที่แปลว่า เสียงนกร้อง หมายถึง Unified Message ชนิดหนึ่ง ข้อความสั้น ๆ กระชับ กับคำถามที่ว่า What are you doing? (คุณกำลังทำอะไรอยู่) ให้เราแสดงความรู้สึกอารมณ์ ต่าง ๆ ของเรา มาบอกให้ผู้คนรับรู้ถึงข้อความที่เราได้แสดงออกไป จะสามารถอัพเดตข้อความได้ตลอดเวลา (Real time) Tweet ได้ไม่เรื่อยๆ แต่ข้อความที่โพสต์จะต้องไม่ไปรบกวนให้ผู้อื่นรำคาญด้วย

3.1 ความเป็นมาของ Twitter

Twitter ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือน มีนาคม ค.ศ. 2006 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา พัฒนาขึ้นโดย Evan Williams และ Meg Hourihan Evan Williams

Twitter ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก จนนิตยสาร “TIME” ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. 2009 ได้นำเอา Twitter ขึ้นปก เป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ และบทบรรณาธิการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว ที่มีที่มาจากเทคโนโลยีใหม่อย่าง Twitter “บริการของ Twitter นั้น ถึงจะเป็นแค่บริการเล็กๆ แต่ตอนนี้ บริการเล็กๆ ที่ว่านี้ ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม มีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สานต่อจากการเป็นบล็อกเกอร์แค่คนๆ หนึ่งจริงๆ”

Twitter (ทวิตเตอร์) เป็น Social Network ขนาดเล็กเรียกว่า “Micro-Blog” มีคุณสมบัติคล้ายกับบล็อกทั่วไป แต่จะสามารถส่งข้อความได้เพียง 140 ตัวอักษรเท่านั้น Twitter มาจากรากศัพท์คำว่า tweet ที่แปลว่า เสียงนกร้อง หมายถึง Unified Message ชนิดหนึ่ง ข้อความสั้น ๆ กระชับ กับคำถามที่ว่า What are you doing? (คุณกำลังทำอะไรอยู่) ให้เราแสดงความรู้สึกอารมณ์ ต่าง ๆ ของเรา มาบอกให้ผู้คนรับรู้ถึงข้อความที่เราได้แสดงออกไป จะสามารถอัพเดตข้อความได้ตลอดเวลา (Real time) Tweet ได้ไม่เรื่อยๆ แต่ข้อความที่โพสต์จะต้องไม่ไปรบกวนให้ผู้อื่นรำคาญด้วย

Twitter ไม่ได้โพสต์เพียงข้อความเท่านั้น แต่สามารถโพสต์ภาพถ่าย, วิดีโอ และไฟล์ต่างๆ ได้ด้วย โดยมีเว็บไซต์ที่ให้บริการฝากรูปภาพจากนั้นก็แนบลิงค์เพื่อให้บุคคลอื่นคลิกเข้าไปดูจากเว็บไซต์แทน Twitter จะเน้นข้อความมากกว่ารูปภาพ หรือ วิดีโอ จึงทำให้อัพเดตข้อความใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อัพเดทข่าวสารที่ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน

3.2 การสมัคร Twitter

1. อันดับแรก คุณต้องเข้าไปที่ http://www.twitter.com และคลิ๊กปุ้ม Sign up now





2. กรอกรายละเอียดส่วนตัว สำหรับการใช้งาน Twitter



ซึ่งข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอกประกอบด้วย

– Full name : ชื่อเต็มของเรา

– Username : ชื่อที่ใช้ในการเล่น Twitter

– Password : รหัสผ่านส่วนตัว และควรเก็บเป็นความลับ

– Email : อีเมลล์ของเราที่ใช้งานได้จริง

– Type the words above : กรอกตัวอัษรที่เห็นตามภาพข้างบน เพื่อยืนยัน

หลังจากนั้นคลิ๊กตรง “Create my account”

3. ในขั้นตอนนี้ ระบบจะทำการเชิญเพื่อนในลิสต์เมล์ของเรา หากไม่ต้องการ ให้ทำการคลิ๊ก “Skip this step ”



4. หลังจากนั้น Twitter จะทำการแนะนำเพื่อนให้เราติดตาม (follow) ซึ่งบางทีก็เป็นใครไร้ หากไม่ต้องการ ให้ทำการคลิ๊กช่อง select all ออก แล้วคลิ๊กเลือก Finish



5. มาเริ่ม Tweet กันได้เลย…





3.3 ส่วนประกอบของของ Twitter

การใช้งาน Twitter จะกระทำผ่านเว็บ (Web Base) โดยเริ่มจากเข้าไปที่ http://twitter.com เราก็จะพบหน้าโฮมเพจของ Twitter ซึ่งก่อนใช้งานเราจะต้องกรอก User Name และ Password สำหรับเข้าใช้งานเสียก่อน จากนั้นก็จะพบพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งจะมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

· Time Line แสดงข้อความที่โพสเรียงตามลำดับเวลา
· จำนวนบุคคลที่เราติดตามดูข้อมูล

· จำนวนบุคคลที่สนใจติดตามข้อมูลของเรา

· จำนวนข้อความที่เราอัพเดท ซึ่งเรียกว่า Tweet (อ่านว่า ทวีต)

· Home หน้าแรก ใช้สำหรับไปยังหน้าแรกของ Twitter

· @[[ชื่อ User]] ตอบกลับข้อความ

· Direct Message ส่งข้อความไปหาเพื่อนโดยตรง

· Favorites รายชื่อบุคคลที่เราโปรดปราน

· Search ค้นหาจากข้อความที่โพสลงใน Twitter

· Trending Topics ข้อความที่กำลังเป็นที่สนใจ

· Followers รูปแสดงรายชื่อบุคคลที่เรากำลังติดตาม

· RSS Feed ใช้อัพเดทข้อมูลผ่านทาง RSS




หน้าโฮมเพจของ Twitter มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นหมายความว่า หน้าจอที่ปรากฏในหนังสืออาจไม่ตรงกับที่ผู้อ่านพบบนหน้าจอ 100% แต่การใช้งานพื้นฐานโดยทั่วๆ ไป จะเหมือนกัน

3.4 กลยุทธ์ Twitter ที่ใช้ในการขายสินค้า

พฤติกรรมการสื่อสารผ่าน“เครือข่ายสังคม”(SocialNetwork) ของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้นทำให้หลายองค์กรธุรกิจในประเทศไทย หันมาใช้เครือข่ายสังคมเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่จะช่วยเสริมสื่อประชาสัมพันธ์แบบออฟไลน์(Offline) ให้มีประสิทธิภาพเพิ่ม ขึ้น สำหรับกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ผ่าน Social Network ประเด็นเนื้อหาส่วนใหญ่ ได้แก่ ความเคลื่อนไหวขององค์กร เรื่องราวของธุรกิจ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร คุณค่าของสินค้าหรือบริการ และกิจกรรมต่างๆ โดยรูปแบบSocialNetwork ที่นิยมในประเทศไทยประกอบด้วย บล๊อก(Blog) ทวิตเตอร์(Twitter) วิกิพีเดีย(Wikipedia) เฟซบุค(Facebook) และ เว็บยูทูบ(Youtube) ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวที่สามารถ ให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างการมีส่วนร่วมสร้างความผูกพันระหว่างองค์กรกับผู้ที่เกี่ยวข้องอันนำมาชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และการสนับสนุน องค์กรและสินค้าในที่สุด

4.instagram กับการตลาดออนไลน์

4.1 ความเป็นมาของ instagram









Instagram อ่านว่า อินสตาแกรม คือ โปรแกรมที่สามารถนำรูปที่ถ่ายไว้ หรือรูปในแกลลอรี่มาตกแต่งให้สวยงามในสไตล์ของเราเอง ด้วยฟิลเตอร์ (Filter) และเครื่องมือที่มีอยู่ใน Instagram ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบให้เลือก แล้วนำรูปภาพที่ตกแต่งนั้นไปแชร์ให้เพื่อนๆ ใน Social Network ได้ดูกันอีก เช่น Twitter, Facebook, Foursquare หรือ Tumblr และในทางกลับกันเราก็สามารถเปิดดู แสดงความชื่นชอบ (Likes) และแสดงความคิดเห็น (Comments) ในรูปที่เพื่อนๆ ของเราแชร์ไว้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Instagram ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือการใช้งานที่ง่าย สะดวกรวดเร็ว มีผู้ใช้งานร่วมกันเยอะ (เพื่อนๆ ใช้กันเยอะ) มีอินเทอร์เฟสที่สวยงาม มีความสนุกอยู่ในตัว และยิ่งมีดาราดังชอบใช้กันอีกก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้กระแสของ Instagram แรงขึ้นตามลำดับ



ประวัติของ Instagram

Instagram ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาที่ ซานฟรานซิสโก โดย เควิน ซิสตรอม และ ไมเคิล ไมค์ ครีเกอร์ โดยคิดค้นโดยเน้นระบบ HTML5

ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553 ซิสตรอม ได้ลงทุนอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการเพิ่มเติมแอปพลิเคชั่น

Instagram ได้เปิดตัวบน แอพสโตร์ ของ แอปเปิล ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553 หลังจากนั้น จอร์ช รีเดล ได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ซึ่งในขณะนั้นในบริษัทมีพนักงานไม่ถึง 10 คน และต่อมา ก็ได้มีผู้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทเพิ่มเติม คือ เชน สวีนีย์ โดยเข้ามาใน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ในตำแหน่งวิศวกร และ เจสสิกา โซลแมน ก็ได้เข้ามาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553

ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 Instagram ได้เพิ่ม แฮชแท็ก ซึ่งเป็นระบบที่สามารถทำให้ป้ายชื่อที่พิมพ์ลงไปนั้น ค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยการพิมพ์ “#” ตามด้วยป้ายชื่อที่จะพิมพ์ และต่อมาใน เดือนกันยายน Instagram ได้ปล่อยเวอร์ชั่น 2.0 ให้ดาวน์โหลด บน แอพสโตร์ โดยเพิ่มความสามารถของแอปหลายๆอย่าง

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 Instagram ได้ประกาศผลกำไรของบริษัท โดยอยู่ที่ 7 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ The deal valued Instagram at around $25 million.

ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 หลังจากที่ได้รอคอยกันมานาน Instagram ได้ปล่อยแอปพลิเคชั่น ที่รองรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ และในสัปดาห์เดียวกัน บริษัทได้ประกาศผลกำไรของบริษัท โดยอยู่ที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555 Facebook ได้เข้ามาซื้อกิจการ ในราคา 1 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ Facebook มีบริษัทที่กว้างขวางมากขึ้น โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานบริษัทเฟซบุ๊คกล่าวว่า “committed to building and growing Instagram independently” โดยแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า จะมุ่งมั่นเพื่อสร้าง Instagram ให้ก้าวหน้าต่อไป

4.2 การสมัคร instagram






สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานแอพฯ Instagrm และต้องการติดตามเพื่อนๆ หรือดาราที่คุณชื่นชอบ สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรก ก็คือ การ ดาวน์โหลดแอพฯ Instagram และติดตั้งให้สมบูรณ์เสียก่อน ?ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีๆ ย้ำครับ ฟรีจริงๆ จากนั้น เราจึงค่อยมาทำการลงทะเบียนในเวลาที่เราเปิดใช้งานแอพฯ Instagram ครั้งแรก

ขั้นตอนการสมัครใช้งาน Instagram



1.ที่โทรศัพท์ของเรา เปิดใช้บริการ 3G หรือเปิดใช้งาน Wi-Fi

2.ดาวน์โหลดแอพฯ จาก Store ของเรา (ไม่ว่าจะเป็น iOS หรือ Android)

3.ติัิดตั้งแอพฯ Instagram ให้เสร็จก่อน

4.แตะเพื่อเปิด Instagram เพื่อเริ่มต้นสมัคร

5.จะพบหน้าต่าง ให้เลือก Register

6.กรอกข้อมูลต่างที่ Instagram ต้องการให้ใส่ โดยเฉพาะ User Name, Password และอีเมล

7.กรอกเสร็จแ้ล้วให้แตะหัวข้อ Done

8.จะพบหน้าต่างให้ยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง

9.กด Yes เพื่อยืนยัน

10.กด No เมื่อต้องการกลับไปแก้ไข

11.ขั้นตอนต่อไป Instagram จะแนะนำให้หาเืพื่อน จาก Facebook

12.คลิกหัวข้อ Find Your Facebook Friends หรือกด skip เพื่อข้ามไปก่อน

13.ขั้นตอนต่อไป Instagram จะแนะนำให้หาเืพื่อน จาก Contact (รายชือ่บนโทรศัพท์ของเรา)

14.คลิกหัวข้อ Find Friends from Contacts หรือกด skip เพื่อข้ามไปก่อน

15.ขั้นตอนต่อไป Instagram จะแนะนำจากผู้เล่น Instagram ด้วยกัน

16.กดปุ่ม Follow ได้เลย ถ้าต้องการติตามคนนั้นๆ

17.กด Don

4.3 ส่วนประกอบของ instagram

สำหรับผู้ใช้แอพฯ Instagram มือใหม่ หากเพิ่งเคยใช้งาน Instagram ครั้งแรกอาจจะต้องเกิดอาการมึนงงกับเมนูต่าง ๆ ของแอพฯ และไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อนดี เพราะฉะนั้นก่อนเริ่มต้นใช้งาน Instagram เรามาทำความรู้จักกับส่วนต่าง ๆ ของแอพฯ Instagram ว่าเมนูไหนใช้ทำอะไรบ้าง เพื่อการใช้งาน Instagram ได้สะดวกและสนุกยิ่งขึ้น

1. Home (หน้าหลัก)


หน้าหลัก (Home) เป็นหน้าที่แสดงรูปภาพของเพื่อน ๆ หรือคนที่เราไปติดตาม (Follow) รวมไปถึงแสดงรูปของเราเอง เมื่ออัพโหลดภาพเสร็จแล้วก็จะมาแสดงอยู่บนหน้า Home

2. Explore


Explore (ของเดิมเป็นแท็บ Popular) ใช้สำหรับดูภาพยอดนิยมที่มีคนกดไลค์มากที่สุด ค้นหารูปภาพตามแท็ก (Hasgtags) และค้นหาผู้ใช้งาน (Users) เป็นรายบุคคลโดยพิมพ์ชื่อที่ต้องการค้นหาลงในช่องด้านบน

3. Camera (ถ่ายภาพ)



Camera Photo ปุ่มสำหรับถ่ายรูปหรือเลือกรูปภาพจากอัลบั้มบนเครื่องที่เราถ่ายเก็บไว้แล้ว นำมาลง Instagram และตกแต่งภาพ เลือกกรอบรูปภาพและแต่งเติมสีสันด้วยฟิลเตอร์ต่าง ๆ จากส่วนนี้

4. Following และ News



Following และ News ในส่วนนี้จะแสดงการแจ้งเตือนต่าง ๆ ของ Instagram เช่น มีคนมากด Like รูปภาพ, ดูว่าใครมาComment รูปภาพของเราและสามารถดูได้ด้วยว่าคนที่เราไปติดตาม (Follow) ไปกด Like รูปของใครมาบ้าง

5. Profile (โปรไฟล์) และ Options (ตัวเลือก)



ส่วนสุดท้ายจะเป็นส่วนของหน้าโปรไฟล์ ที่แสดงข้อมูลของผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้งานสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัวได้ ด้วยการแตะเลือกเมนู Edit Your Profile จากนั้นแก้ไขข้อมูลตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าต่าง ๆ ให้กับแอพฯ โดยการแตะเลือกสัญลักษณ์ฟันเฟืองที่อยู่ด้านบน จากนั้นผู้ใช้งานก็จะเจอกับเมนูตั้งค่าต่าง ๆ มากมาย

4.4 กลยุทธ์ instagram ที่ใช้ในการขายสินค้า


คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Instagram เป็นโซเชียลมีเดียที่ทั่วโลกนิยมเล่นกันอย่างมาก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย และด้วยความเป็นมีเดียที่ทรงพลัง ดังนั้น นักการตลาดจึงควรนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์แบรนด์อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะนำ IG มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ลองทำตามยุทธศาสตร์การใช้ IG ตามวิธีการนี้ดูเป็นทิปส์ดีๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้ในงานมาร์เก็ตติ้งได้

มาดูขั้นตอนการสร้างยุทธศาสตร์การตลาดผ่าน IG กัน

1.สร้างสรรค์แคมเปญเพื่อ engage แฟนๆ

เชื่อหรือไม่ว่ามีเอเจนซี่แห่งหนึ่งสามารถเพิ่มรายได้ขึ้นอีกถึง 60% จากการสร้างสรรค์ผ่าน IG แคมเปญ และเมื่อเราสร้างแคมเปญ คุณก็ควรเชิญผู้คนให้เข้ามาร่วมจอยในแฮชแท็กและแชร์ประสบการณ์เหล่านี้ออกไปบนอินสตาแกรม อย่างเช่น #InstaRunway ประสบความสำเร็จมาแล้วกับภาพใน IG ที่มีมากกว่า 8,400 รูป

2.หล่อเลี้ยงคอมมูนิตี้

การใช้แฮชแท็ก ซึ่งจะช่วยให้คุณฟอลโลว์ Instagrammers ที่มีการโพสต์คอนเทนต์เจ๋งๆ ได้ นอกจากนี้ การคอมเมนต์และกดไลก์โพสต์ในคอมมูนิตี้จะแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าคุณใส่ใจและสนใจ และทำให้รู้สึกว่าเขาเหล่านั้นมีคุณค่าในคอมมูนิตี้

3.สร้างยุทธศาสตร์แฮชแท็ก
สร้างกลุ่มของแฮชแท็กเพื่อความแตกต่างของแต่ละโพสต์ที่คุณจะโพสต์บน IG ในการจัดการกับแฮชแท็กคุณควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการดึงผู้คนเข้ามายังโพสต์ของคุณบน IG

ทั้งนี้ มีอยู่สองวิธีในการใช้งานแฮชแท็ก 1) ใช้ในโพสต์ 2) ใช้ในคอมเมนท์ และลองสังเกตดูว่าอะไรเวิร์กที่สุด

4.ใช้เวลาให้เต็มที่กับ Iconosquare

ถ้าคุณไม่ชอบที่จะจัดการธุรกิจผ่านมือถือ หรือบางทีนึกอยากเพิ่มเติมข้อมูลลงไปบน IG เว็บ Iconosquare สามารถช่วยประหยัดเวลาให้คุณได้ โดยมันจะช่วยจัดการเวลาและกิจกรรมต่างๆ บน IG เช่น ฟอลโลว์คนที่เพิ่งมาฟอลโลว์คุณ, ไลก์คอมเมนต์ที่มาโพสต์, อันฟอลโลว์คนที่อันฟอลโลว์คุณ, ตอบคอนเมนต์ผ่านอิโมจิ เป็นต้น

5.จัดการแข่งขัน

การจัดการแข่งขัน จะช่วยหล่อเลี้ยงผู้ที่มาติดตาม IG ของคุณ ซึ่งคุณสามารถสร้างกิจกรรมแข่งขันผ่าน Iconosquare ก็ได้ ซึ่งในการจัดกิจกรรมการประกวดหรือแข่งขันเป็นวิธีให้ร่วมสนุกกันในกลุ่มของคนที่มาฟอลโลว์คุณได้เป็นอย่างดี

6.Instagrammers รักข้อเสนอพิเศษ

41% ของฟอลโลเวอร์ จะติดตามแบรนด์ที่ให้ผลกำไรตอบแทน เช่น โปรโมชั่น หรือข้อเสนอพิเศษต่างๆ ดังนั้น คุณควรแชร์ข้อเสนอพิเศษของคุณไปบน IG เพจเพื่อให้ผู้คนเข้ามาติดตามมากขึ้น

7.สร้างมูลค่าแก่โพสต์ของคุณ

3 เหตุผลสำคัญที่ users ฟอลโลว์แบรนด์ของคุณบน IG ได้แก่

62% เพราะเขารักแบรนด์ของคุณ

54% เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ

48% เพราะพวกเขาค้นหาคอนเทนต์ที่น่าสนใจหรือสนุก

8.สร้างแบรนด์ ผ่านคอนเทนต์

ให้แน่ใจว่าคุณได้ใส่โลโก้และใช้สีของแบรนด์ไปบนแต่ละโพสต์ของ IG แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่คุณก็ต้องการให้ผู้คนจดจำว่านี่คือโพสต์ของคุณจริงไหม

9.โพสต์ในเวลาที่ดีที่สุด

ใช้แอพฯ Takeoff เพื่อให้คุณหาช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะโพสต์ โดยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนที่ฟอลโลว์ และกิจกรรมในอดีต ทั้งนี้ แอพฯ Takeoff ฟรีและสามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android โดยการทำงานของ Takeoff จะช่วยเตือนให้คุณทราบเมื่อถึงเวลาที่จะต้องโพสต์แล้ว และคุณจะได้รับการแจ้งเตือนที่ตารางเวลาเพื่อที่จะโพสต์ภาพลงบน IG ของคุณ

อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เป็นการโพสต์แบบอัตโนมัติ เพราะ IG ไม่อนุญาตให้โพสต์โดยบุคคลที่ 3 หรือให้แอพฯ โพสต์เองได้ แต่คุณสามารถเพิ่มฟีเจอร์ได้หาก IG อนุมัติแล้ว

หวังว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยเพิ่มไอเดียให้กับการทำงานด้านธุรกิจของคุณบน IG ได้ ที่สำคัญคือต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอบนแอคเคาท์ของคุณ พร้อมๆ กับการใช้แฮชแท็กที่ดี แล้ว IG จะกลายมาเป็นเครื่องมืออย่างดีในการสร้าง engagement และสร้างความสนใจให้กับแบรนด์ของคุณได้ มัวรออะไรอยู่ล่ะค่ะ เริ่มโพสต์บน IG ได้แล้ว ลุย!
Social Media








แอพ Google+ ขึ้นชื่อว่าเป็นแอพที่มีลูกเล่นเยอะมาก (และก็ใช้ยากในบางครั้งด้วย…) ครั้งนี้ Google อัพเดทตัวแอพใหม่ยกชุดขนานใหญ่ให้กับฝั่ง Android เริ่มตั้งแต่ UI สีของแอพ ไปจนกระทั่งขนฟีเจอร์มาให้ใช้กันอีกมากมาย ดังต่อไปนี้





เปิดแอพมาจะเจอหน้าจอต้อนรับแนะนำ Google+ แบบใหม่ก่อน เริ่มที่ UI และดีไซน์ใหม่โดยใช้สีแดงเป็นหลัก และใช้ไอคอนเป็นแนว Flat ส่วนตำแหน่งของเมนูจะเก็บอยู่ใน Everything เมนูบาร์ยังคงเดิมแต่เปลี่ยนไอคอนแนะนำเพื่อนและการแจ้งเตือน และหากแตะที่รูปโปรไฟล์ของเราก็จะลิ้งค์ไปที่หน้าโปรไฟล์ของเรา ถ้าแตะที่รูปก็จะแสดงชื่อเพจที่เราตั้งไว้เพื่อสลับบัญชี


ส่วนปุ่มดินสอด้านล่างมุมขวาจะเอาไว้ใช้อัพเดทสเตตัสต่างๆ โดยสามารถเลือกภาพล่าสุดมาแนบสเตตัสได้ทันที และตรงกล้องถ่ายภาพจะเป็นแบบเรียลไทม์สามารถถ่ายภาพแล้วแนบไปกับสเตตัสได้ ส่วนอีโมชั่นก็ยังสามารถเลือกแนบไปกับสเตตัสได้ตามเดิม สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือสามารถใส่ URL เข้าไปได้โดยการพิมพ์ ส่วนการเช็คอินสถานที่ก็จะเป้นป๊อบอัพซ้อนเข้ามาอีกทีให้เราเลือกได้ ก่อนแชร์สามารถตั้งค่าของสเตตัสได้ว่าห้ามแชร์ต่อหรือห้ามคอมเมนท์





หน้าโปรไฟล์ของเรา (เข้าโดยการกดรูปโปรไฟล์) มีหน้าตาเหมือนของเก่า ไม่ต่างอะไรมากเท่าไหร่


มาดูในเมนู Everything กันบ้าง ส่วนนี้ประกอบไปด้วยการเลือกดู Feed ของเราว่าอยากดูอะไรบ้าง ส่วนเมนูด้านล่างประกอบไปด้วย Photos, Location และ Events





ฟีเจอร์ Events ก็ไม่มีอะไรมาก หน้าตาเหมือนเดิมและโชว์กิจกรรมที่เราเข้าร่วม ทีนี้ผมขอโฟกัสไปที่ 2 ฟีเจอร์ใหม่ในหมวด Photos ก่อนละกัน ไปดูที่ฟีเจอร์แรกนั่นคือ Google+ Stories เป็นเหมือนสมุดบันทึกเรื่องราวของเราว่า เราไปเที่ยวไหนมาบ้าง โดยผ่านการเช็คอิน การถ่ายภาพ/วิดีโอและอัพผ่าน Auto Backup ภาพที่โดย Auto Awesome และการถ่ายภาพ/วิดีโอแล้วอัพลงบน Google+ ของเรา แล้ว Google+ ก็จะเอามาเรียงร้อยเป็นสมุด 1 เล่มที่มีภาพและวิดีโอสวยๆ รวมถึงแผนที่ของสถานที่ที่เราไปแสดงใน Story ของเรา เช


ถ้าจะใช้ฟีเจอร์นี้ก็ไม่ยากเท่าไหร่ เราก็มีหน้าที่ถ่ายภาพผ่านมือถือตลอดการเดินทาง แล้วก็รอให้แอพทำการประมวลผลให้ หากเรียบร้อยก็จะได้ Story เก็บไว้ใน Photos ของเราแล้วครับ โดยสามารถเข้าไปดูผ่านแอพหรือผ่านเว็บก็ได้ สะดวกสบาย~








แต่ละ Story เราสามารถแก้ไขชื่อ เปลี่ยนปกรวมถึงจะเลือกภาพในอัลบั้มใหม่ ใส่ Caption เพิ่ม ก็สามารถทำผ่านแอพหรือผ่านหน้าเว็บได้เช่นกัน อ้อ เมื่อดูจบก็จะมีลิ้งค์ให้เราแชร์แบ่งปันให้เพื่อนๆ ดูได้ด้วย








อีกฟีเจอร์นึงที่น่าสนใจเช่นกันคือ การทำ Auto Awesome เองได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบคือ Motion (ภาพ Animation ขยับๆ ต่อกัน) และ Mix (หลายภาพเป็นภาพเดียว) เพียงกดเครื่องหมาย + ที่เมนูบาร์ จากนั้นเลือกว่าจะทำ Mix หรือ Motion แล้วเลือกรูปที่ต้องการทำ จากนั้นรอประมวลผลก็ได้ภาพที่ต้องการแล้วจ้า (ฟีเจอร์นี้ทำได้แต่ในมือถือนะ)




มาถึงฟีเจอร์อัพเดทสุดท้ายแล้ว (โอ่ย เหนื่อย เยอะมว๊าก ) นั่นคือ Location ที่เอาไว้หาเพื่อนได้ว่าเพื่อนเราอยู่ที่ไหน หน้าตาของฟีเจอร์ก็เหมือนเดิม เพียงแต่ถ้าเราปัดรายชื่อเพื่อนไปทางซ้ายหรือขวา ก็จะมีเมนู Direction ขึ้นมาเพื่อลิ้งค์ไปหาแอพ Maps ไปหาเพื่อนเราได้ รวมถึงเมนู Hangouts ที่ลิ้งค์เข้าแอพ Hangouts แล้วแชทหาเพื่อนคนนั้นได้ทันที




ทั้งหมดนี้คือการอัพเดทครั้งใหญ่ของ Google+ for Android นี่ยังไม่รวมอัพเดทยิบย่อยต่างๆ นานาๆ เช่น
การเข้าถึงรูปเป็นแสนๆ ผ่านแอพ Photos จะเร็วขึ้นและสะดวกมากขึ้น
หารูปผ่าน Photos ตามเวลาด้วยการเลื่อนสกอร์บาร์ขึ้นลง
หน้าโปรไฟล์ของเราแสดงจำนวนคนดู Content ของเรา (อันนี้เขียนไว้คราวก่อนแล้ว)
เมนูค้นหาอยู่บนเมนูบาร์ หาง่ายขึ้น
อัลบั้มภาพมีปุ่มคอมเมนท์และ +1 (ตามนี้)


จากการที่ลองใช้ซักพักก็พบว่ามันใช้ยากกว่าเก่า… คือผมพยายามงมตั้งนานว่าจะหาเมนูตรงนั้น ไปตรงนี้ยังไง เพราะหน้าแรกมันก็ไม่ได้สอนอะไรเลย แต่หน้าตาแอพสวยขึ้นเป็นกอง ฟีเจอร์ที่ชอบที่สุดคือ Google+ Stories คราวนี้ไปเที่ยวไหนก็ตาม พอถ่ายภาพเสร็จก็มีคนประมวลผลกิจกรรมให้เราเสร็จสรรพ โอ้วจอร์ชสุดๆ


สำหรับ Google+ for Android รูปแบบใหม่นี้ น่าจะต้องใช้ Android เวอร์ชั่น 4.3 ขึ้นไป รวมถึงอัพเดท Google Play Service ด้วย เดี๋ยวก็ได้อัพเดทกันถ้วนหน้าผ่าน Play Store แต่ถ้าใครไม่อยากรออัพเดท สามารถโหลดไฟล์ .apk ไปติดตั้งเล่นกันก่อนได้เลย
Google+ for Android สำหรับ Android 4.3
Google+ for Android สำหรับ Android 4.4




อ้างอิง http://faceblog.in.th/2014/05/google-for-android-big-update-ui-and-new-feature-stories/

http://faceblog.in.th/

www.thaiseo.co.th